ภาษาไทย เป็นภาษาราชการของประเทศไทย
และภาษาแม่ของชาวไทย และชนเชื้อสายอื่นในประเทศไทย
ภาษาไทยเป็นภาษาในกลุ่มภาษาไต
ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของตระกูลภาษาไท-กะได
สันนิษฐานว่า ภาษาในตระกูลนี้มีถิ่นกำเนิดจากทางตอนใต้ของประเทศจีน
และนักภาษาศาสตร์บางท่านเสนอว่า ภาษาไทยน่าจะมีความเชื่อมโยงกับ ตระกูลภาษาออสโตร-เอเชียติก
ตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน
ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีระดับเสียงของคำแน่นอนหรือวรรณยุกต์เช่นเดียวกับภาษาจีน
และออกเสียงแยกคำต่อคำ เป็นที่ลำบากของชาวต่างชาติเนื่องจาก
การออกเสียงวรรณยุกต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคำ และการสะกดคำที่ซับซ้อน
นอกจากภาษากลางแล้ว ในประเทศไทยมีการใช้ ภาษาไทยถิ่นอื่นด้วย
ชื่อภาษาและที่มา
คำว่า ไทย หมายความว่า อิสรภาพ เสรีภาพ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ใหญ่
ยิ่งใหญ่ เพราะการจะเป็นอิสระได้จะต้องมีกำลังที่มากกว่า แข็งแกร่งกว่า
เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก แม้คำนี้จะมีรูปเหมือนคำยืมจากภาษาบาลีสันสกฤต
แต่แท้ที่จริงแล้ว คำนี้เป็นคำไทยแท้ที่เกิดจากกระบวนการสร้างคำที่เรียกว่า
'การลากคำเข้าวัด' ซึ่งเป็นการลากความวิธีหนึ่ง ตามหลักคติชนวิทยา
คนไทยเป็นชนชาติที่นับถือกันว่า ภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาอันศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคล
เมื่อคนไทยต้องการตั้งชื่อประเทศว่า ไท ซึ่งเป็นคำไทยแท้ จึงเติมตัว
ย เข้าไปข้างท้าย
เพื่อให้มีลักษณะคล้ายคำในภาษาบาลีสันสกฤตเพื่อความเป็นมงคลตามความเชื่อของตน
ภาษาไทยจึงหมายถึงภาษาของชนชาติไทยผู้เป็นไทนั่นเอง
ระบบเสียง
ระบบเสียงในภาษาไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
- เสียงพยัญชนะ
- เสียงสระ
- เสียงวรรณยุกต์
พยัญชนะ
เสียงสัทอักษรพยัญชนะในภาษาไทย
(เสียงแปร) มีอยู่ด้วยกัน 21 เสียงดังต่อไปนี้
| |
ริมฝีปาก ทั้งสอง |
ริมฝีปากล่าง -ฟันบน |
ปุ่มเหงือก |
หลังปุ่มเหงือก |
เพดานแข็ง |
เพดานอ่อน |
ผนังคอ |
| เสียงกัก |
/p/ ป |
/pʰ/ ผ,พ |
/b/ บ |
|
/t/ ฏ,ต |
/tʰ/ ฐ,ฑ*,ฒ,ถ,ท,ธ |
/d/ ฎ,ฑ*,ด |
|
|
/k/ ก |
/kʰ/ ข,ฃ,ค,ฅ,ฆ |
|
/ʔ/ อ** |
| เสียงนาสิก |
|
/m/ ม |
|
|
/n/ ณ,น |
|
|
|
/ŋ/ ง |
|
| เสียงเสียดแทรก |
|
/f/ ฝ,ฟ |
/s/ ซ,ศ,ษ,ส |
|
|
|
|
/h/ ห,ฮ |
| เสียงกึ่งเสียดแทรก |
|
|
|
/ʨ/ จ |
/ʨʰ/ ฉ,ช,ฌ |
|
|
|
| เสียงรัวลิ้น |
|
|
|
/r/ ร |
|
|
|
|
| เสียงเปิด |
|
|
|
|
/j/ ญ,ย |
|
/w/ ว |
|
| เสียงข้างลิ้น |
|
|
|
/l/ ล,ฬ |
|
|
|
|
- * ฑ สามารถออกเสียงได้ทั้ง /tʰ/ และ /d/ ขึ้นอยู่กับคำศัพท์
- ** เสียง /ʔ/
มีปรากฏอยู่ในคำที่มีสระเสียงสั้นและไม่มีพยัญชนะสะกด
สระ
เสียงสระในภาษาไทยแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน
สระเดี่ยว คือสระที่เกิดจากฐานเพียงฐานเดียว มีทั้งสิ้น 18 เสียง
| |
ลิ้นส่วนหน้า |
ลิ้นส่วนหลัง |
| ปากเหยียด |
ปากเหยียด |
ปากห่อ |
| สั้น |
ยาว |
สั้น |
ยาว |
สั้น |
ยาว |
| ลิ้นยกสูง |
/i/ –ิ |
/iː/ –ี |
/ɯ/ –ึ |
/ɯː/ –ื |
/u/ –ุ |
/uː/ –ู |
| ลิ้นกึ่งสูง |
/e/ เ–ะ |
/eː/ เ– |
/ɤ/ เ–อะ |
/ɤː/ เ–อ |
/o/ โ–ะ |
/oː/ โ– |
| ลิ้นกึ่งต่ำ |
/ɛ/ แ–ะ |
/ɛː/ แ– |
|
|
/ɔ/ เ–าะ |
/ɔː/ –อ |
| ลิ้นลดต่ำ |
|
|
/a/ –ะ |
/aː/ –า |
|
| |
 สระเดี่ยว |
 สระประสม |
สระประสม คือสระที่เกิดจากสระเดี่ยวสองเสียงมาประสมกัน
เกิดการเลื่อนของลิ้นในระดับสูงลดลงสู่ระดับต่ำ
ดังนั้นจึงสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "สระเลื่อน" มี 3 เสียงดังนี้
- เ–ีย /iaː/ ประสมจากสระ อี และ อา
- เ–ือ /ɯaː/ ประสมจากสระ อือ และ อา
- –ัว /uaː/ ประสมจากสระ อู และ อา
ในบางตำราจะเพิ่มสระสระประสมเสียงสั้น คือ เ–ียะ เ–ือะ –ัวะ ด้วย
แต่ในปัจจุบันสระเหล่านี้ปรากฏเฉพาะคำเลียนเสียงเท่านั้น เช่น เพียะ เปรี๊ยะ ผัวะ
เป็นต้น
| สระเสียงสั้น |
สระเสียงยาว |
สระเกิน |
| ไม่มีตัวสะกด |
มีตัวสะกด |
ไม่มีตัวสะกด |
มีตัวสะกด |
ไม่มีตัวสะกด |
มีตัวสะกด |
| –ะ |
–ั–¹ |
–า |
–า– |
–ำ |
(ไม่มี) |
| –ิ |
–ิ– |
–ี |
–ี– |
ใ– |
(ไม่มี) |
| –ึ |
–ึ– |
–ือ |
–ื– |
ไ– |
ไ––⁵ |
| –ุ |
–ุ– |
–ู |
–ู– |
เ–า |
(ไม่มี) |
| เ–ะ |
เ–็– |
เ– |
เ–– |
ฤ, –ฤ |
ฤ–, –ฤ– |
| แ–ะ |
แ–็– |
แ– |
แ–– |
ฤๅ |
(ไม่มี) |
| โ–ะ |
–– |
โ– |
โ–– |
ฦ, –ฦ |
ฦ–, –ฦ– |
| เ–าะ |
–็อ– |
–อ |
–อ–² |
ฦๅ |
(ไม่มี) |
| –ัวะ |
(ไม่มี) |
–ัว |
–ว– |
|
|
| เ–ียะ |
(ไม่มี) |
เ–ีย |
เ–ีย– |
|
|
| เ–ือะ |
(ไม่มี) |
เ–ือ |
เ–ือ– |
|
|
| เ–อะ |
(ไม่มี) |
เ–อ |
เ–ิ–³, เ–อ–⁴ |
|
|
สระเกิน คือสระที่มีเสียงของพยัญชนะปนอยู่ มี 8 เสียงดังนี้
- –ำ /am, aːm/ ประสมจาก อะ + ม (อัม)
บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาม)
- ใ– /aj, aːj/ ประสมจาก อะ + ย (อัย)
บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาย)
- ไ– /aj, aːj/ ประสมจาก อะ + ย (อัย)
บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาย)
- เ–า /aw, aːw/ ประสมจาก อะ + ว (เอา)
บางครั้งออกเสียงยาวเวลาพูด (อาว)
- ฤ /rɯ/ ประสมจาก ร + อึ (รึ) บางครั้งเปลี่ยนเป็น
/ri/ (ริ) หรือ /rɤː/ (เรอ)
- ฤๅ /rɯː/ ประสมจาก ร + อือ (รือ)
- ฦ /lɯ/ ประสมจาก ล + อึ (ลึ)
- ฦๅ /lɯː/ ประสมจาก ล + อือ (ลือ)
บางตำราก็ว่าสระเกินเป็นพยางค์
ไม่ถูกจัดว่าเป็นสระ
สระบางรูปเมื่อมีพยัญชนะสะกด จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปสระ
สามารถสรุปได้ตามตารางด้านขวา
- ¹ คำที่สะกดด้วย –ะ + ว นั้นไม่มี เพราะซ้ำกับ –ัว แต่เปลี่ยนไปใช้ เ–า แทน
- ² คำที่สะกดด้วย –อ + ร จะลดรูปเป็น –ร ไม่มีตัวออ เช่น พร ศร จร
ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ โ–ะ ดังนั้นคำที่สะกดด้วย โ–ะ + ร จึงไม่มี
- ³ คำที่สะกดด้วย เ–อ + ย จะลดรูปเป็น เ–ย ไม่มีพินทุ์อิ เช่น เคย เนย เลย
ซึ่งก็จะไปซ้ำกับสระ เ– ดังนั้นคำที่สะกดด้วย เ– + ย จึงไม่มี
- ⁴ พบได้น้อยคำเท่านั้นเช่น เทอญ เทอม
- ⁵ มีพยัญชนะสะกดเป็น ย เท่านั้น เช่น ไทย ไชย
วรรณยุกต์
เสียงวรรณยุกต์
ในภาษาไทย (เสียงดนตรีหรือเสียงผัน) จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่
- เสียงสามัญ (ระดับเสียงกึ่งสูง-กลาง)
- เสียงเอก (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ)
- เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ำ)
- เสียงตรี (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง)
- เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง)
ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่
ทั้งนี้คำที่มีรูปวรรณยุกต์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีระดับเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน
ขึ้นอยู่กับระดับเสียงของอักษรนำด้วย เช่น ข้า (ไม้โท) ออกเสียงโทเหมือน
ค่า (ไม้เอก) เป็นต้น
ไวยากรณ์
ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คำในภาษาไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปไม่ว่าจะอยู่ในกาล
(tense) การก (case) มาลา (mood) หรือวาจก (voice) ใดก็ตาม คำในภาษาไทยไม่มีลิงก์
(gender) ไม่มีพจน์ (number) ไม่มีวิภัตติปัจจัย แม้คำที่รับมาจากภาษาผันคำ
(ภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย) เป็นต้นว่าภาษาบาลีสันสกฤต เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย
ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูป
คำในภาษาไทยหลายคำไม่สามารถกำหนดหน้าที่ของคำตายตัวลงไปได้
ต้องอาศัยบริบทเข้าช่วยในการพิจารณา เมื่อต้องการจะผูกประโยค
ก็นำเอาคำแต่ละคำมาเรียงติดต่อกันเข้า ภาษาไทยมีโครงสร้างแตกกิ่งไปทางขวา คำคุณศัพท์จะวางไว้หลังคำนาม
ลักษณะทางวากยสัมพันธ์โดยรวมแล้วจะเป็นแบบ
'ประธาน-กริยา-กรรม'
ดูเพิ่ม
Text is available under the Creative Commons